ปัญหาการใช้วีซ่าผิดประเภทของนักศึกษาต่างชาติ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบการศึกษาไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศในหลายมิติ โดยปัจจุบันมีรูปแบบการกระทำผิดมีความซับซ้อนและหลากหลาย คู่มือฉบับนี้จึงได้หยิบยกกรณีศึกษาในหลากหลายรูปแบบมานำเสนอ ทั้งมิติของการกระทำความผิดและการได้รับความเสียหายจากการใช้วีซ่าผิดประเภท อาทิ การสมัครเข้าเรียนเพื่อให้ได้วีซ่าแต่ไม่ได้ศึกษาจริง หรือลักลอบทำงานนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต และการใช้วีซ่านักศึกษาเป็นช่องทางในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ซึ่งล้วนส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศและสร้างความเสียหายต่อระบบการศึกษาไทย
กรณีศึกษาจากคู่มือฉบับนี้ยังเป็นอุทาหรณ์สำหรับนักศึกษาต่างชาติเพื่อป้องกันตนเองของ ไม่ให้เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายหรือตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่ประสงค์ดี พร้อมทั้งเป็นแนวทางในการแก้ไขและรับมือกับรูปแบบการกระทำผิดที่หลากหลายขึ้น เป็นการยกระดับงานบริการด้านวีซ่าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการอำนวยความสะดวก และตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรณีศึกษาที่ 1 นโยบาย “ฟรีวีซ่า” กับปัญหาการต่อวีซ่าของนักศึกษาต่างชาติ
นโยบาย “ฟรีวีซ่า” เป็นมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 โดยได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ทำงาน หรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้น ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน เป็นกรณีพิเศษ
ผลลัพธ์ของนโยบายดังกล่าวนี้ ทำให้ในวันแรกที่ประเทศไทยเริ่มใช้มาตรการฟรีวีซ่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566 พบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยถึง 10,988 คน และในวันที่สองเพิ่มจำนวนขึ้นอีกถึง 11,160 คน
แม้นโยบายวีซ่าฟรีจะช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ในอีกด้านยังมีข้อท้าทายที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับมือกับกลุ่มที่อาศัยประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว เพื่อกระทำผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน เช่น ปัญหาการหนีวีซ่าของคนบางกลุ่มที่อาจแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวเพื่อเข้ามาทำงานในประเทศอย่างผิดกฎหมาย ปัญหาการแอบแฝงของกลุ่มทุนจีนสีเทาและทัวร์ศูนย์เหรียญ เป็นต้น เนื่องจากอาจเป็นการเปิดช่องทางให้กลุ่มที่หลบหนีการปราบปรามจากต่างประเทศลักลอบเข้ามาประเทศไทยในรูปแบบนักท่องเที่ยว และอาจทำเรื่องผิดกฎหมายได้
บทเรียนจากกรณีศึกษา
…การขอต่อวีซ่าประเภท Non-Immigrant VISA (ED) ต้องทำให้ถูกต้องตั้งแต่ขั้นตอนแรก หากใช้วีซ่าประเภทอื่น ๆ เช่น วีซ่านักท่องเที่ยว จะไม่สามารถต่อวีซ่าได้ และอาจต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก…
กรณีศึกษาที่ 2 ถือวีซ่านักศึกษาแต่อยากทำงานพิเศษเพื่อหารายได้ ทำได้หรือไม่ ?
มาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 กำหนดให้คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ซึ่งหมายรวมถึงผู้ที่ถือวีซ่านักศึกษา “ต้องไม่ประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงาน” เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ถ้ากรณีใดมีกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายนั้น
ด้วยเหตุนี้ นักศึกษาต่างชาติที่ถือวีซ่านักศึกษาจึงไม่สามารถทำงานเพื่อหารายได้พิเศษหรือรายได้ระหว่างเรียนได้
การใช้วีซ่าผิดประเภทของนักศึกษาต่างชาติ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
1) มีเจตนาใช้วีซ่าผิดประเภทเพื่อประกอบอาชีพหรือหารายได้ กรณีนี้มักเกิดกับชาวต่างชาติที่ถือวีซ่านักศึกษา ซึ่งมีการลงทะเบียนเรียนปกติ มีการเข้าเรียนในบางครั้งหรือเข้าเรียนเฉพาะช่วงแรก ๆ หลังจากที่ได้วีซ่านักศึกษาแล้วก็ถือโอกาสที่ได้รับสิทธิในการอยู่อาศัยในประเทศไทยไปทำงานเพื่อหารายได้
2) ไม่มีเจตนาใช้วีซ่าผิดประเภทเพื่อประกอบอาชีพหรือหารายได้แต่เข้าใจผิดว่าสามารถทำงานพิเศษเพื่อหารายได้ระหว่างเรียนได้ กรณีนี้มักเกิดกับนักศึกษาชาวต่างชาติที่ขอวีซ่าเข้ามาศึกษาหลักสูตรทางด้านวิชาชีพหรือหลักสูตรระยะสั้น เช่น หลักสูตรการทำอาหาร หลักสูตรผู้ประกอบการธุรกิจ โรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนสอนศิลปะ โรงเรียนสอนมวยไทย เป็นต้น โดยในระหว่างเรียนอาจมีความต้องการฝึกความเชี่ยวชาญ จึงหาช่องทางในการทำงานพิเศษหรือหารายได้เสริม
อย่างไรก็ตาม สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้มีมาตรการในการสุ่มตรวจสถานประกอบการและสถาบันการศึกษาที่มีนักศึกษาต่างชาติอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการตรวจสอบการใช้วีซ่าผิดประเภทของนักศึกษาที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งขอความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทุกแห่งในการกำกับดูแลนักศึกษาในสังกัดให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของการถือวีซ่านักศึกษาอย่างเคร่งครัด และมีการสื่อสารองค์ความรู้เกี่ยวกับหลักปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
กรณีที่พบการใช้วีซ่าผิดประเภทของนักศึกษา ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและอาจมีโทษสูงสุดถึงขั้นยกเลิกวีซ่าพร้อมผลักดันกลับสู่ประเทศต้นทางต่อไป
บทเรียนจากกรณีศึกษา
…ผู้ถือวีซ่านักศึกษาจะไม่สามารถประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงานเพื่อหารายได้ระหว่างเรียนได้ หากตรวจพบการกระทำผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และอาจมีโทษสูงสุดถึงขั้นยกเลิกวีซ่าพร้อมผลักดันกลับสู่ประเทศต้นทาง…
กรณีศึกษาที่ 3 เรียนต่อไม่ได้เพราะถือวีซ่าผิดประเภท: ความยุ่งยากของนักศึกษาผู้ตกเป็นเหยื่อ ขบวนการต้มตุ๋น
เรื่องราวของนักศึกษาต่างชาติ จำนวน 9 คน ซึ่งได้ว่าจ้างให้บริษัทเอกชนในประเทศต้นทาง ไปยื่นคำร้องขอออกวีซ่านักศึกษา ณ สถานเอกอัครทูตไทย เพื่อเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย ภายหลังเข้าศึกษาได้ระยะหนึ่ง นักศึกษากลุ่มนี้ได้ยื่นเรื่องขออยู่ชั่วคราวเพื่อศึกษาต่อ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยจึงประสานไปยังสถานเอกอัครทูตไทย ณ ประเทศนั้น เพื่อขอให้ตรวจสอบหนังสือเดินทางและเอกสารตรวจลงตราของกลุ่มนักศึกษาดังกล่าว ผลการตรวจสอบพบว่า วีซ่าที่นักศึกษาบางรายถืออยู่เป็นวีซ่านักท่องเที่ยว และแม้ยางคนจะได้รับวีซ่านักศึกษา แต่ปรากฏคำว่า “Extension of Stay Not Permit” ซึ่งเป็นวลีที่กรมการกงสุลของประเทศไทยเคยใช้แต่ได้มีการยกเลิกไปแล้ว โดยทางคดีกรณีนี้ถือเป็น “วีซ่าปลอม” และจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่าผู้กระทำผิดที่ออกวีซ่าให้นักศึกษากลุ่มนี้ อาจจะได้ส่วนต่างจากค่าธรรมเนียมการขอวีซ่านักศึกษา เนื่องจากมีอัตราค่าธรรมเนียมสูงกว่าวีซ่านักท่องเที่ยว
บทเรียนจากกรณีศึกษา
…ผู้ขอวีซ่านักศึกษาต้องดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ด้วยตนเองเท่านั้น หากมีข้อสงสัยควรสอบถามเจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการให้ชัดเจน เมื่อได้รับเอกสารแผ่นปะตรวจลงตรา (VISA) แล้ว ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดทันทีว่าเป็นวีซ่าประเภทที่ตนร้องขอหรือไม่…
กรณีศึกษาที่ 4 หมดอนาคต: นักศึกษาต่างชาติหารายได้พิเศษรับจ้างขนยาเสพติด
กรณีศึกษานี้เป็นตัวอย่างของการใช้สิทธิการอยู่ในราชอาณาจักรไทยในฐานะผู้ถือวีซ่านักศึกษา ลักลอบกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง โดยตำรวจได้จับกุมนักศึกษาต่างชาติ อายุ 22 ปี รับจ้างขนยาเสพติดจากประเทศแถบทวีปแอฟริกา ผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อไปยังประเทศในทวีปเอเชีย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบจึงวางกำลังเข้าสังเกตการณ์ และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้พร้อมของกลางเป็นยาไอซ์ 2 กิโลกรัม มูลค่า 6 ล้านบาท พร้อมแจ้งข้อกล่าวหามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
การขยายผลทางคดีจากการสอบสวนนักศึกษารายดังกล่าว เจ้าหน้าที่ยังจับกุมผู้ต้องหาได้อีก 2 ราย โดยผู้ต้องหา 2 ราย ดังกล่าวได้เสนอเงินสินบน จำนวน 600,000 บาท ให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเพื่อให้ปล่อยตัว เมื่อมีการส่งมอบเงินเจ้าหน้าที่จึงจับกุมพร้อมของกลางเงินสด จำนวน 600,000 บาท และโคเคน 13.3 กรัม และแจ้งข้อกล่าวหามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 เพื่อจำหน่าย และร่วมกันให้ให้สินบนแก่เจ้าพนักงานเพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่
บทเรียนจากกรณีศึกษา
…หากผู้ถือวีซ่านักศึกษากระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นคดีเล็กน้อยหรือคดีอาชญากรรมร้ายแรง ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และได้รับการพิจารณาโทษตามกฎหมาย ต้องเสียโอกาสทางการศึกษาและหมดอนาคตไปโดยปริยาย…
กรณีศึกษาที่ 5 ใช้วีซ่านักเรียนตบตาตั้งฐานในไทยตั้งแก๊งปั่นหุ้น ลวงเพื่อนรวมชาติป่วนตลาดจีน
เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบ้านพัก 2 แห่ง จับกุมชาวจีนได้จำนวน 21 คน คนไทย 1 คน พร้อมของกลาง เช่น โทรศัพท์มือถือ 194 เครื่อง ซิมการ์ด 3,680 แผ่น และคอมพิวเตอร์ 21 เครื่อง กลุ่มผู้ต้องหาใช้วีซ่านักเรียนเป็นฉากบังหน้า โดยไม่ได้เข้าศึกษาตามที่แจ้งไว้ แต่กลับใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการหลอกลวงชาวจีนทั้งในไทยและจีนแผ่นดินใหญ่ ชักชวนให้ลงทุนในหุ้นผ่านแอปพลิเคชัน WeChat และ QQ โดยทำตัวเป็นโบรกเกอร์เถื่อน ปั่นหุ้นจีนที่ราคาต่ำ สร้างความเสียหายให้กับตลาดหุ้นจีนมูลค่ามหาศาล ซึ่งผู้ต้องหาเลือกใช้ประเทศไทยเป็นฐานเนื่องจากสัญญาณอินเทอร์เน็ต 4G ที่มีความเร็วสูง และการเดินทางเข้าออกที่สะดวก
บทเรียนจากกรณีศึกษา
…การบริหารจัดการวีซ่าอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนักศึกษาต่างชาติ หน่วยงานภาครัฐ แลสถาบันการศึกษา ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อป้องกันการกระทำผิดที่อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศและความปลอดภัยของสังคมโลก…
กรณีศึกษาที่ 6 ต่างชาติแจ้งจับนายหน้ารับต่อวีซ่าแต่ไม่ดำเนินการ
ชาวต่างชาติหลายคนที่พำนักอยู่ในเมืองพัทยาและจังหวัดภูเก็ต ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เมื่อพวกเขาพบว่าตนเองกลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย เนื่องจากพำนักในประเทศไทยเกินกำหนดโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่องเริ่มต้นจากความไว้วางใจที่มีให้แก่หญิงสาวอดีตพนักงานโรงเรียนสอนภาษาในพัทยารายหนึ่ง ซึ่งเสนอบริการต่ออายุวีซ่านักเรียน (ED Visa) ให้กับชาวต่างชาติหลายคน ผู้ที่เข้ามาใช้บริการต่างต้องการความสะดวก และหวังให้กระบวนการดำเนินไปอย่างถูกต้อง พวกเขายินยอมมอบหนังสือเดินทางให้หญิงสาวรายนี้เพื่อดำเนินการแทน
เวลาผ่านไป สถานะการต่ออายุวีซ่าของพวกเขากลับไม่มีความคืบหน้าและเงียบหาย บางคนเริ่มสงสัยและติดต่อสอบถาม แต่กลับได้รับคำตอบที่เลื่อนลอย กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเข้ามาตรวจสอบสถานะ วีซ่า และแจ้งว่าพวกเขาพำนักเกินกำหนด
เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวต่างชาติจำนวนเกือบ 100 คน ต้องเผชิญกับค่าปรับรายวันที่สะสมเป็นจำนวนมาก และบางคนเสี่ยงถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามเข้าประเทศไทยอีกต่อไป
บทเรียนจากกรณีศึกษา
…สะท้อนถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์และการปฏิบัติตามกฎหมาย การไว้วางใจในผู้ให้บริการที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ อาจนำไปสู่ผลกระทบที่คาดไม่ถึง สำหรับประเทศไทย การเสริมสร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใสและเข้มงวดจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันในอนาคต…
กรณีศึกษาที่ 7 ผงะ! แก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนใช้วีซ่านักเรียนเข้าไทย
ตำรวจไทยได้สืบสวนและบุกเข้าตรวจค้นอพาร์ตเมนต์ 2 แห่งในกรุงเทพมหานคร หลังได้รับรายงานเกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าสงสัยของกลุ่มชาวจีนที่ใช้วีซ่านักเรียนเป็นฉากบังหน้าในการเข้าประเทศ โดยพบอุปกรณ์ SIM BOX จำนวน 8 ชุด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของการโทรได้ ผู้ต้องหากลุ่มนี้ใช้วีซ่านักเรียนในการเข้าประเทศไทย แทนที่จะศึกษาพวกเขากลับดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยใช้ SIM BOX เพื่อโทรศัพท์หลอกลวงเหยื่อในประเทศไทย ทำให้หมายเลขที่ปรากฏบนหน้าจอของเหยื่อดูเหมือนเป็นหมายเลขภายในประเทศ ซึ่งยากต่อการตรวจสอบการกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ละเมิดกฎหมายไทย แต่ยังสร้างความเสียหายให้กับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง เจ้าหน้าที่ได้ยึดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และขยายผลการสืบสวนเพื่อหาผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมต่อไป
บทเรียนจากกรณีศึกษา
…สะท้อนถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและควบคุมการใช้วีซ่านักเรียนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการนำมาใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ…